ไทย
การเบิกค่าใช้จ่ายการใช้รถส่วนตัวเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำงาน
การเบิกค่าใช้รถส่วนตัวในประเทศไทยต้องแยกระหว่าง การเดินทางไปราชการ กับ การเดินทางเพื่อทำงานให้บริษัทเอกชน ในปี 2569 (2026) เงินชดเชยตามหลักเกณฑ์การเดินทางไปราชการอยู่ที่ รถยนต์ส่วนบุคคล 4 บาทต่อกิโลเมตร และ รถจักรยานยนต์ 2 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนพนักงานบริษัทเอกชนต้องตรวจสอบข้อตกลงและระเบียบของนายจ้าง อัตราราชการไม่ได้เป็นอัตราบังคับสำหรับทุกบริษัท
อัตราเบิกค่าเดินทางต่อกิโลเมตร
| กรณี | อัตราและเงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|
| รถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เดินทางไปราชการ | 4 บาท/กม. ตามระยะทางที่เบิกได้ |
| รถจักรยานยนต์ที่ได้รับอนุมัติให้ใช้เดินทางไปราชการ | 2 บาท/กม. ตามระยะทางที่เบิกได้ |
| รถส่วนตัวที่ใช้ทำงานให้บริษัทเอกชน | ตามข้อตกลงและระเบียบบริษัท ไม่ใช่อัตรากลางเดียวกันทั้งประเทศ |
อัตราราชการข้างต้นมาจากหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังปี 2550 ไม่ใช่อัตราที่เพิ่งเริ่มใช้ในปี 2569 ผู้เดินทางต้องได้รับอนุมัติให้ใช้พาหนะส่วนตัวและปฏิบัติตามเงื่อนไขของระเบียบที่หน่วยงานใช้ ระยะทางสำหรับเบิกเงินชดเชยอาจต่างจากระยะที่แอปบันทึกได้จริง จึงควรตรวจสอบวิธีคำนวณกับหน่วยงานก่อนยื่นเบิก
ตัวอย่างการคำนวณ: หากได้รับอนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลไปราชการ และมีระยะทางที่เบิกได้รวม 120 กิโลเมตร เงินชดเชยเท่ากับ 120 × 4 = 480 บาท ตัวอย่างนี้ใช้กับการเดินทางที่เข้าเงื่อนไขราชการ ไม่ได้กำหนดสิทธิของพนักงานบริษัทเอกชน
บริษัทเอกชนเบิกค่าน้ำมันอย่างไร
ก่อนใช้รถส่วนตัวไปพบลูกค้าหรือปฏิบัติงานนอกสถานที่ ควรตกลงกับบริษัทให้ชัดเจนว่าเบิกตามระยะทาง ตามค่าใช้จ่ายจริง หรือได้รับเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่าย พร้อมตรวจสอบอัตราที่ใช้ในวันที่เดินทางและผู้มีอำนาจอนุมัติ
ถ้าเบิกเป็นบาทต่อกิโลเมตร ให้ตรวจสอบว่าอัตรานั้นรวมค่าน้ำมัน ค่าสึกหรอ และค่าใช้รถรายการใดบ้าง รวมถึงค่าทางด่วนและค่าจอดรถเบิกแยกได้หรือไม่ การมีใบเสร็จไม่ได้หมายความว่าจะเบิกเพิ่มได้เสมอ และไม่ควรเบิกซ้ำกับค่าใช้จ่ายที่รวมอยู่ในอัตราแล้ว
แยกการเดินทางเพื่องานออกจากการใช้รถส่วนตัวและการเดินทางปกติระหว่างบ้านกับที่ทำงาน อย่านำระยะทางทั้งหมดมาคำนวณเป็นค่าเดินทางเพื่องานโดยอัตโนมัติ
เงินที่บริษัทจ่ายให้ต้องเสียภาษีหรือไม่
การจ่ายตามกิโลเมตรไม่ได้ทำให้เงินนั้นได้รับยกเว้นภาษีโดยอัตโนมัติ สำหรับค่าใช้จ่ายที่พนักงานจ่ายแทนบริษัท หลักตามมาตรา 42(1) แห่งประมวลรัษฎากรพิจารณาว่าจ่ายจริงโดยสุจริต ตามความจำเป็นเฉพาะในการปฏิบัติหน้าที่ และใช้ทั้งหมดเพื่อการนั้นหรือไม่
แนววินิจฉัยของกรมสรรพากรเกี่ยวกับค่าน้ำมันรถส่วนตัวให้ความสำคัญกับระเบียบบริษัท หนังสืออนุญาต รายละเอียดเส้นทาง ระยะทาง ชื่อเจ้าของรถ ทะเบียนรถ และใบเสร็จค่าน้ำมันที่ระบุชื่อเจ้าของรถกับทะเบียนรถ เงินส่วนที่ไม่เข้าเงื่อนไขอาจต้องรวมเป็นเงินได้ของพนักงาน จึงควรให้ฝ่ายบัญชีหรือฝ่ายเงินเดือนตรวจสอบตามลักษณะการจ่ายจริง
การยกเว้นภาษีของพนักงานกับการหักรายจ่ายของบริษัทเป็นคนละเรื่องกัน บันทึกระยะทางช่วยประกอบการตรวจสอบ แต่ไม่แทนใบเสร็จหรือทำให้รายจ่ายทุกประเภทหักภาษีได้
บันทึกระยะทางเพื่อเตรียมเอกสารเบิกจ่าย
บันทึกวันที่ จุดเริ่มต้น จุดหมาย วัตถุประสงค์ในการทำงาน รถที่ใช้ และระยะทางของแต่ละเที่ยว เก็บหลักฐานอนุมัติ อัตราที่ตกลงไว้ และใบเสร็จที่เกี่ยวข้องร่วมกัน เพื่อให้ตรวจสอบยอดเบิกกับการเดินทางได้ง่าย
Motolog ช่วยบันทึกการเดินทางและระยะทางโดยอัตโนมัติ คุณสามารถตั้งอัตราเบิกจ่ายเองให้ตรงกับข้อตกลงของบริษัท แล้วตรวจทานเที่ยวเดินทางที่เกี่ยวข้องกับงานก่อนเตรียมเอกสารเบิกจ่าย